-- D R E A M --

posted on 14 Mar 2012 11:29 by shampoo-h
 

ในคืนนั้น ฉันฝันถึงเธอ

และในคืนนั้น เธอฝันถึงฉัน

 

เธอเล่าเรื่องราวความฝันของเธอให้ฉันฟัง

ฝันของเราช่างละม้ายคล้ายกัน

และเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน

เพียงแต่ฉันไม่ได้บอกกับเธอเท่านั้นเอง

ว่าฉันเองก็ฝันถึงเธอเช่นกัน

 

เธอสร้างวิมานสวยหรูให้ฉันหนึ่งหลัง

มันใหญ่โต อลังการ เกินกว่าคนสองคนจะอยู่

ทว่ามันทำด้วยทรายละเอียดเนื้อนุ่ม

แค่เธอใช้เท้าถีบเบาๆ

วิมานก็พลันสลายลงในทันที

 

ความฝันของฉันทลายลง

ทั้งที่เธอยังไม่ทันได้รับรู้ความฝันของฉันเลย

 

เรื่องจริงมักเศร้าแบบนี้เสมอ

คล้ายวิมานที่ถูกถีบด้วยเท้าของคนที่ห่วงใย

ล้มลงไปกองอย่างไม่เป็นท่า  

จินตนาการ

posted on 06 Mar 2012 22:27 by shampoo-h
 
แสงอาทิตย์ยามเช้าเปล่งสีทอง
ส่องทะลุม่านหมอก
แหวกว่ายอากาศ ลงมาตกกระทบบนพรมหญ้าสีเขียวชะอุ่ม
ที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองน้ำค้าง
 
อากาศเย็นสบาย แต่ก็ยังอบอุ่น
พอที่จะเดินคนเดียวได้
 
ฉันทิ้งตัวลงบนพรมหญ้าละมุน
สีเขียวของยอดหญ้า ทำองศาพอดีกับแสงสีทองของประกายแดด
ฉันมีรอยยิ้มพิมใจ ในวันดีๆเช่นนี้
 
ทว่า จินตนาการของฉัน
คงทำงานหนักเกินไป
ในเมื่อฉันกำลังเดินอยู่ท่ามกลางทะเลทรายร้อนระอุ
 
 
 
ย้อนรอยการเดินทางครึ่งทางแรกสู่เวียดนาม ของแชมปู และชูแปม
 

อาร์ตตัวแม่กับผู้ชายลัลล้า อิน เวียดนาม ตอนที่ 1 

 

                ณ ดินแดนหนึ่งในคาบสมุทรอินโดจีน ไม่มีแสงแดดแม้แต้น้อย อากาศเย็นเฉียบ สายลมพัดซ้ำเติมความหนาวไม่หยุดหย่อน ช่วงเวลาราวหนึ่งสัปดาห์ก่อนหน้านี้ เป็นช่วงเวลาเดียวกับที่อาร์ตตัวแม่ขวานทองได้พบเจอกับผู้ชายลัลล้า(ยี)ญวน

 

................................................................

 

a : วันก่อนครับ

b : ทำไมครับ

a :ไปเชียงของมาครับ แทบไม่เจอผู้คนเลย

b : อย่างงี้แหละครับ คนไม่ค่อยไปเที่ยวกัน

a : เปล่าครับ พอดีผมหลับบนรถทัวร์ ตื่นมาเค้าก็ลงกันไปหมดรถแล้ว

 

                แชมปูและชูแปมกระต๊อกกระแต๊กออกจากมหานครแห่งกีฬาสีและแรลลี่ปิดถนนยามเย็นวันศุกร์ เป้ใบใหญ่ถูกสะพายอยู่บนร่างน้อยๆของพวกเธอ หลังจาก 12 ชั่วโมงอันยาวนานบนรถโดยสารแชมปูและชูแปมก็ตื่นมาพบกับโลกใบใหม่ ไม่พบสงครามกีฬาสีหรือแรลลี่ใดๆที่นี่ ดินแดนแห่งนี้คือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาแห่งความสุขและการผจญภัยของพวกเธอ

........ อรุณสวัสดิ์เชียงของจ้ะ

 

                ท่าเรือบั๊กอ้าแขนรับนักท่องเที่ยวหลากหลายสัญชาติเพื่อข้ามไปยังฝั่งลาว ณ บ่อแก้ว เพราะจากจุดนั้นเปรียบเสมือนทางเชื่อมสามแผ่นดินที่สามารถเดินทางต่อไปยังประเทศจีน หรือเวียดนามได้

                แชมปูและชูแปมจะไปเวียดนาม แต่กว่าจะไปถึงเมืองเดียนเบียนฟูอันเป็นด่านปราการแรก ต้องนั่งรถอีกหลายต่อ ต้องผ่านอีกหลายเมือง และต้องใช้เวลาอีกหลายชั่วโมงทีเดียว

 

................................................................

 

a : วันก่อนครับ

b : ทำไมครับ

a : ผมเพิ่งจะรู้ว่าที่ลาวก็มีซินเดอเรล่า

b : คุณเจอหญิงสาวสวยทำรองเท้าแก้วตกไว้ แล้วมีชายรูปหล่อตามมาคืนให้เหรอครับ

a : เกือบจะใช่ครับ แต่ผมเห็นเด็กผู้หญิงบ้านๆคนนึง ทำรองเท้าแตะคีบหล่นบนรถตู้ครับ แล้วมีฝรั่งวิ่งถือมาคืนให้ครับ

b : !!!!!

 

            จากบ่อแก้วแชมปูและชูแปมต้องนั่งรถไปเมืองหลวงน้ำทา ซึ่งใช้เวลาประมาณ 3-4 ชั่วโมง ข้างกายของแชมปูคือหนุ่มน้อยหน้ามนคนแคนาดา เธอและเขาถอดรองเท้าแตะคู่ใจนั่งชันเข่าพูดคุยกันท่ามกลางสัมภาระกองพะเนินที่อยู่รายล้อมเบาะด้านหลังของรถตู้ และฝุ่นควันที่ปกคลุมตลอดสองข้างทาง ช่างโรแมนติกเสียนี่กระไร

                จู่ๆรถก็จอด แชมปูและชูแปมมาถึงหลวงน้ำทาโดยไม่ทันตั้งตัว แชมปูจึงมิทันได้ร่ำลา นนม.คนด. (หนุ่มน้อยหน้ามนคนแคนาดา) ที่จะนั่งรถต่อไปเมืองจีน แชมปูรีบพรวดลงจากรถ

                ไม่กี่วินาทีต่อมา ขณะที่แชมปูกำลังยืนหยิบสัมภาระอยู่ด้านหลังของตัวรถ นนม.คนด.ตรงปรี่มาที่แชมปู สายตาทั้งสองประสานกัน ปิ๊ง ปิ๊ง.......

                นนม.คนด.เอ่ยคำ

                “You wanna trade with me?” พร้อมถือรองเท้าแตะคีบข้างหนึ่งในมือ ด้วยใบหน้าหล่อๆที่งงๆ

                แชมปูอึ้งอยู่ 2 วินาที และก้มลงมองรองเท้าตัวเอง

                “Oh ไม่, sorry!!!!!!!”

                ด้วยความเขินอาย แชมปูรีบใส่รองเท้าแตะคีบของตัวเอง และส่งข้างที่ใส่ผิดกลับคืนให้ นนม.คนด.ทันที

 

................................................................

 

a : วันก่อนครับ

b : ทำไมครับ

a : หน้าสถานีขนส่งเมืองหลวงน้ำทา ผมเจอผู้หญิงสองคนยืนโบกรถอยู่ริมทางเปลี่ยวนานสองนาน ไม่มีใครจอดรับเลยครับ

b : คนสมัยนี้แล้งน้ำใจ

a : ผมก็ไม่ได้จอดรับครับ

b : คุณนี่ก็ช่างใจร้าย

a : พวกเธอยืนคนละฝั่งกับรถที่ผ่านไปครับ!!!!!

               

                มาถึงหลวงน้ำทาแล้วก็จริง แต่ใช่ว่าจะมีรถต่อไปเมืองอุดมไชยทันที แชมปูและชูแปมต้องรออย่างไร้จุดหมายอีกราว 2 ชั่วโมง เพื่อไม่ให้เวลาผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์แชมปูและชูแปมจึงเกิดความคิดที่จะลองเสี่ยงโบกรถดู คิดได้ดังนั้นจึงแบกเป้ใบโตเดินออกไปที่ถนนใหญ่

                ฝุ่นตลบ.....

                รถคันแรกผ่านไป เป็นรถตู้ที่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ

                คันที่สอง รถ 6 ล้อ บรรทุกแตงโม ไม่ว่างบรรทุกคน

                คันที่สาม รถตู้ที่มีผู้โดยสารเต็มคันรถ(อีกแล้ว)

                แชมปูและชูแปมยืนตากแดดดูรถที่ผ่านไปคันแล้วคันเล่า ผ่านมาเกือบ 15 นาทีแล้ว แต่ยังโบกไม่ได้ซักคัน ไม่ใช่เพราะเขาไม่จอดรับหรอก แต่เพราะรถที่ผ่านไปเหล่านั้นอยู่ฝั่งตรงข้ามกับที่พวกเธอยืนต่างหาก  

            และแล้วฝั่งที่แชมปูและชูแปมยืน ก็มีรถผ่านมา เป็นรถสองแถวเล็กๆ ที่แถวบ้านเรียกว่ารถกระป๋อง

                “เอาเลยนะ คันนี้นะ” แชมปูเอ่ยกับชูแปม

            “เอาเลยๆ คันนี้แหละ” ชูแปมตอบตกลง

                รถกระป๋องชะลอความเร็วและหยุดลงตรงหน้าแชมปูและชูแปมในที่สุด ทว่าภายในรถเต็มไปด้วยผู้โดยสารจีวรเหลือง ...... ใช่แล้ว พระสงฆ์นั่งอยู่เต็มคันรถ คงไม่งามแน่ถ้าหญิงสาวสองคนจะติดรถคันนี้ไป จึงต้องจำใจโบกมือลารถกระป๋องคันนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ทั้งแชมปูและชูแปมจึงถอดใจกลับเข้าไปรอรถในสถานีขนส่งอีกครั้ง

 

                4 โมงเย็นโดยประมาณ รถที่แชมปูและชูแปมรอก็มาถึง (หน้าตาคล้ายรถทัวร์ชั้น 2 บวกรถไฟชั้น 3) ทั้งสองไม่รอช้ารีบขึ้นรถ เลือกที่นั่งที่เหลือแค่ด้านหลังๆ ข้างชูแปมเป็นหน้าต่าง แต่ข้างแชมปูเป็นเก้าอี้เสริมที่มีเณรน้อยนั่งอยู่ เก้าอี้เสริมที่ว่านี้ คือ เก้าอี้พลาสติกตูดกลมที่ใช้กันตามร้านข้าวต้มหรือร้านก๋วยเตี๋ยวทั่วไป เพียงแค่เอาเก้าอี้พลาสติกนี้ไปวางก็เรียกว่าเก้าอี้เสริมได้แล้ว

ไม่นานรถก็ออก รถออกตรงเวลา ทั้งเป็นรถปรับอากาศ มีที่ให้นั่งไม่ลำบาก ทุกอย่างดูจะราบรื่นดี ชูแปมจึงหยิบโครเชขึ้นมาถักเสื้อให้ตุ๊กตา ส่วนแชมปูผลอยหลับไป

ผ่านไป 5 นาที ชูแปมสะกิดแขนแชมปูครั้งที่ 1 พร้อมกระซิบเบาๆว่า “พระ”

แชมปูผงกศีรษะ

ผ่านไปอีก 5 นาที ชูแปมสะกิดแขนแชมปูครั้งที่ 2 พร้อมกระซิบเบาๆว่า “พระจ้ะ พระ”

แชมปูผงกศีรษะ

ผ่านไปอีก 5 นาที ชูแปมสะกิดแขนแชมปูครั้งที่ 3 พร้อมกระซิบเบาๆว่า “จะซบพระ”

            แชมปูตื่นจากภวังค์ ขอโทษเณรน้อยในใจ และไม่หลับอีกเลยตลอด 3 ชั่วโมงต่อจากนี้

 

................................................................

 

อาร์ตตัวแม่กับผู้ชายลัลล้า อิน เวียดนาม ตอนที่ 2

 

            ความมืดเข้าปกคลุมเรื่อยๆ ฝูงยุงก็เริ่มออกบินหวึ่งๆ พร้อมกับความวังเวง ผู้โดยสารในรถทยอยลงกันไประหว่างทาง แชมปูและชูแปมได้แต่ภาวนาให้ถึงที่หมาย เมืองอุดมไชย โดยเร็ว

                เดิมทีแผนที่วางไว้สำหรับวันนี้ คือ ทั้งสองจะต้องไปให้ถึงเมืองขวาให้ได้ ซึ่งระยะทางจากอุดมไชยไปเมืองขวาพอๆกับระยะทางจากหลวงน้ำทามาเมืองขวานี่แหละ และงานหนักอีกอย่างก็คือ พอไปถึงอุดมไชยประมาณทุ่มเศษๆ รถโดยสารประจำทางคงหยุดวิ่งหมดแล้ว

                แล้วแชมปูกับชูแปมจะเดินทางไปเมืองขวายังไงให้ทันภายในคืนนี้?

 

                                ทุ่มกว่ากว่าเพ-ลาค่ำย่ำเมืองลาว            ทั้งสองสาวยังกรายมิถึงหมาย

                จวนจะหมดความหวังอยากจะ cry                ชวนใจหายโศกเศร้าจับชีวา

                                ทันใดนั้นอัศวินขับรถขาว                    นำข่าวดีแลโชคมาหยิบยื่น

                อาสาอย่างเต็มใจมิมีฝืน                                         สาวใจชื้นแสนปลื้มถึงแน่เรา

               

                ท่านลุงบุนจัน บุรุษชาวลาวผู้เปรียบเสมือนอัศวินขับรถขาวของแชมปูและชูแปม จอดราชรถตู้มาเกยอยู่ที่คิวรถประจำทางในเวลาเกือบสองทุ่ม ทั้งที่แชมปูและชูแปมเกือบจะสิ้นหวังแล้ว แต่ไม่รู้อะไรดลใจให้เธอทั้งสองตัดสินใจเดินเข้าไปพูดคุยกับท่านลุงบุนจัน

                ด้วยภาษาลาวแบบมั่วๆ (ขออภัยถ้าไม่ถูกไวยกรณ์)

“พวกข้อยซิอยากจะไปเมืองขวา”

“โอ๊ยยยย มื้อนี้บ่มีรถไปแล้ว มื้ออื่นพวกเจ้าค่อยไปเด้อ”

“บ่ได้เด้อลุง ต้องไปมื้อนี้ ทำจังไสดี”

“ถ้าจังซี้ ไปรถลุงก็ได้ แล่นชำนาญแล้ว 2 ชั่วโมงก็ถึง”

“จริงดิลุง ขอบใจหลายๆเด้อ”

แชมปูและชูแปมตกลงราคากับท่านลุงบุนจันเรียบร้อย ก็แบกกระเป๋าขึ้นรถ ออกเดินทางกันต่อ ในรถตู้ของท่านลุงมีจอทีวีพัดม่าด้วย ท่านลุงเปิดมิวสิควีดีโอเพลงเก่าๆสมัยแชมปูยังเป็นแบเบาะให้ดู อาทิ พี่แจ้ คาราบาว วงชาตรี บิลลี่โอแกน พงษ์พัฒน์ ฯลฯ           

ขณะกำลังเพลิดเพลินกับเพลงอยู่นั้น ชูแปมก็เอ่ยขึ้นมาว่า

“มาแนวนี้ ถ้าเพลงไอ่คนขายXXX ขึ้นมา จะฮาให้”

ไม่ทันขาดคำ

................ เวทีแห่งนี้ไม่มีพี่เลี้ยงจะคอยเสี้ยมสอน จะเดือดจะร้อนต้องทนฝึกไว้ให้ใจเข้มแข็ง อาจจะแพงน้ำตา แพงน้ำตาหลั่งไหล เสี่ยงลงทุนหัวใจ ทุนหัวใจขาดดุลย์ ฮืม............

!!!!!

 

 

อากาศในรถตู้ปรับอากาศที่ว่าเย็น แต่เมื่อเอามือน้อยๆสัมผัสกระจกก็พบว่า อุณหภูมิภายนอกน่าจะเย็นกว่า แชมปูและชูแปมจึงบอกให้ท่านลุงปิดแอร์ แล้วเปิดหน้าต่างกระจกแทน

ไม่น่าเชื่อว่าความร้อนที่เผชิญมาตลอดทั้งวัน จะสิ้นสุดลงแค่ที่เมืองอุดมไชย เพราะลมจากภายนอกรถที่พัดเข้ามาไม่ใช่แค่เย็น แต่ถึงขั้นหนาวเลยทีเดียว แชมปูต้องใส่เสื้อแจ็กเก็ตและโพกผ้าเพื่อปิดหูปิดคอไว้

รถแล่นเลียบเขาไปอย่างรวดเร็วด้วยความชำนาญทางของท่านลุงบุนจัน เหลือบดูนาฬิกา -สามทุ่มครึ่ง- สองชั่วโมงตามที่คาดไว้พอดีก็มาถึงเมืองขวา แถมท่านลุงยังจัดแจงแนะนำที่พักราคาถูก (มาก) ให้อีก บุรุษลาวท่านนี้ประเสริฐยิ่งนัก ชูแปมจึงขอนามบัตรท่านลุงไว้เป็นที่ระทึก อ๊ะไม่ใช่ ระลึก

 

 

เก็บของเข้าห้องเรียบร้อย แต่ตั้งแต่บ่ายมานี้ยังไม่มีอาหารตกถึงท้องเลย ชูแปมจึงชวนแชมปูลองเสี่ยงเดินออกไปดูกัน เผื่อยังพอมีร้านอาหารเปิดอยู่บ้าง

เมืองขวายามสี่ทุ่มช่างเงียบสงบ ชูแปมเห็นบ้านหลังหนึ่งเปิดไฟอยู่ คิดว่าน่าจะพอมีอะไรให้กระแทกปากได้บ้าง เมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆก็พบว่า ร้านนี้ขายอาหารจริง มีทั้งอาหารตามสั่งและเฝอ และแม้ร้านจะปิดแล้ว แต่ด้วยสายตาอ้อนวอนว่าหิวมาก แม่ค้าจึงเห็นใจเชิญเข้ามาในร้าน และทำอาหารให้ทาน

แชมปูและชูแปมฟังสำเนียงที่ว่าวภาษาลาวของแม่ค้า ไม่ค่อยเหมือนคนลาวสักเท่าไหร่ จึงถามแม่ค้าว่า

“เป็นคนเวียดนามบ่”

แม่ค้าพยักหน้า

“อ๋อ แล้วมาที่ลาวทำอะไร ทำงานหรอ”