ฮินดี..ที่ได้รู้จัก (1)

posted on 16 Mar 2011 10:57 by shampoo-h in Travel
ตอน สิกขิมที่รัก
(ตีพิมพ์ครั้งแรกบนนิตยสารบนใบบัวออนไลน์ฉบับ 21 เดือนมีนาคม 2011)
 

บ่ายวันอาทิตย์ หลังจากเจ้านกยักษ์ลู่ลมนำพาอายูมิมาสู่สนามบินเมืองโกลกาตา (Kolkata) ดินแดนภารตะ ความหนาวเย็นที่ไม่คุ้นชินเข้ามาแทนที่อากาศร้อนอบอ้าวจากที่ที่จากมา ภาพอินเดียเดิมๆเริ่มถูกลบทิ้งไปทีละน้อย การผจญภัยครั้งใหม่ที่แปลกตาก็เริ่มขึ้น

จากเมืองโกลกาตา อายูมิจับรถไฟชั้นสาม เพื่อสัมผัสบรรยากาศแบบท้องถิ่นเป็นเวลา 12 ชั่วโมง จากสถานี Sealdah ไปยังสถานี New Jalpaiguri จากนั้นก็โดยสารรถจี๊ปต่อไปยังดินแดนสิกขิม เมืองกังต็อก (Gangtok) หนึ่งในจุดหมายปลายทางในครั้งนี้

สำหรับชาวต่างชาติที่ต้องการเข้าไปท่องเที่ยวในเขตสิกขิม นอกจากวีซ่าเข้าประเทศอินเดียแล้ว ยังจำเป็นต้องมี Permit จากสถานทูต รวมถึง ILP (Inner Line Permit) ซึ่งออกโดยทัวร์ที่เราซื้อด้วย (สามารถหาซื้อทัวร์ที่กังต็อกได้เลย) ส่วนเรื่องรถ ถ้าไปเดี่ยวๆก็สามารถแชร์ร่วมทางไปกับคนอื่นได้ หรือถ้ามาเป็นคณะก็สามารถเหมาทั้งคันได้เลย

ประมาณสี่ชั่วโมงก็มาถึงกังต็อก เมืองหลวงของรัฐสิกขิม อายูมิเริ่มออกเดินหาที่พักเพียงไม่นานก็มาสะดุดที่เกสต์เฮาส์เล็กๆแสนอบอุ่นแห่งหนึ่ง บนถนนทิเบต เวลาใกล้พลบค่ำแล้ว อายูมิเก็บข้าวของขึ้นห้อง และชำระร่างกายให้สะอาดหลังจากปล่อยให้เนื้อตัวมอมแมมมาเกิน 24 ชั่วโมง

อายูมิเดินทอดน่องมายังถนน M.G.Marg (ถนนมหาตมะคานธี) ซึ่งเป็นถนนคนเดินสายหลักของเมืองกังต๊อก ร้านรวงทันสมัย ผู้คนเนื้อตัวสะอาด คลาคล่ำไปด้วยนักท่องเที่ยว (ทั้งชาวอินเดียเองและชาวต่างชาติ) ค่ำนี้อายูมิฝากท้องไว้ที่ร้านสไตล์ตะวันตกกลิ่นอายตะวันออก ก่อนที่หลังจากนี้ไป อาจจะไม่มีอาหารเช่นนี้ให้ตกถึงท้องอีกแล้ว…..อายูมิคิด

สายวันรุ่งขึ้น รถจี๊ปที่อายูมิซื้อทัวร์ไว้เมื่อวานก็มารับอายูมิที่หน้าเกสต์เฮาส์ เพื่อจะออกเดินทางต่อไปยังเมืองลาชุง (Lachung)  ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองกังต็อกไปราว 120 กิโลเมตร แต่เนื่องจากเป็นเส้นทางคดเคี้ยวเลาะเลียบริมเขาไปตลอดทาง จึงน่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 5 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย ระหว่างทางก็มีด่านตรวจใบอนุญาต (ILP) อยู่เป็นระยะๆ โดยทั้งหมดคนขับรถจะอาสาดูแลให้โดยที่ผู้โดยสารแทบไม่ต้องลงจากรถเลย

รถแล่นเรื่อยมาหลายชั่วโมงจนเกินครึ่งทางไปแล้ว แต่แล้ว…. เหตุการณ์ไม่คาดฝันลำดับที่หนึ่งก็เกิดขึ้น เมื่อทางข้างหน้าเกิดดินถล่ม ทำให้ไม่สามารถไปต่อได้ในวันนี้ รถจี๊ปจากคณะนักท่องเที่ยวหลายสิบคันก็ประสบชะตากรรมเช่นเดียวกับอายูมิ ทางการประกาศว่าจะเปิดให้ใช้ทางได้อีกทีพรุ่งนี้เช้าเวลา 11 นาฬิกา ขณะนี้ใกล้พลบค่ำแล้ว มีทางเลือกอยู่สองทาง คือ หนึ่ง กลับไปยังเมืองกังต๊อก แล้วค่อยกลับมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ หรือ สอง หาที่พักแถวนี้ โดยไม่ต้องเสียเวลาตีรถกลับ

ดูเวลาแล้ว ถ้าย้อนกลับไปกังต็อกก็จะเสียเวลามากเกินไป เพราะได้ระหกระเหินมาเกินครึ่งแล้ว คุณพี่คนขับจึงตัดสินใจพารถจี๊ปและผู้โดยสารหาที่พักในละแวกนั้น คุณพี่คนขับแวะจอดที่เกสต์เฮาส์แห่งหนึ่ง เดินเข้าไปถามที่พักในขณะที่อายูมินั่งรอในรถ สักพักคุณพี่คนขับก็เดินออกมาบอกว่า ทุกอย่างเรียบร้อย ตอนนี้จะพาไปรับประทานมื้อค่ำก่อนแล้วค่อยกลับมา อายูมิปลื้มใจแต่ก็ยังเป็นกังวลเล็กน้อยว่าห้องพักจะเป็นอย่างไร

คนหลายสิบมารุมมาตุ้มอยู่ที่ร้านอาหาร แล้วจะมีอะไรเหลือให้อายูมิรับประทาน นอกเสียแต่….. บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ประวัติศาสตร์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปต้องจารึกว้ตรงนี้เลยว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่อินเดีย นิ่มและเละมาก แค่ต้มเพียงครู่เดียวเท่านั้น เส้นบะหมี่เละเป็นโจ๊กเลยทีเดียว หนำซ้ำยังอืดจนเกือบทนดูไม่ได้ กระนั้นก็เถิด อายูมิต้องฝืนทนรับประทานต่อไปเพื่อความอยู่รอด แต่อายูมิก็มิได้ท้อแท้ต่อโชคชะตา เพราะเธอถือคติที่ว่า เกิดเป็นอายูมิต้องอดทน

หลังจากมื้ออาหารค่ำ คุณพี่คนขับพาไปส่งยังเกสต์เฮาส์เดิม อายูมิถึงกับแปลกใจเมื่อได้เห็นห้องพัก มันดูดีเสียยิ่งกว่าห้องพักในเมืองอีก สะอาดสะอ้าน ดูสบายตาอย่างบอกไม่ถูก แถมพนักงานโรงแรมแอบกระซิบมาอีกว่า ตอนเช้าอย่าลืมดูวิวนอกระเบียงนะ อายูมิตื่นเต้นจนอยากจะให้เช้าซะเดี๋ยวนี้เลย แต่ตอนนี้เธอต้องรีบอาบน้ำและเข้านอน ก่อนที่อากาศจะเย็นไปมากกว่านี้

ตื่นขึ้นมาอย่างสดใส อายูมิแหวกผ้าม่านออกดูโลกภายนอกหน้าต่าง ทันใดนั้นแสงสีทองค่อยๆสาดเข้ามา อายูมิเบิกตาโตด้วยความตะลึงงัน ภูเขาลูกโตสูงตระหง่านที่ปกคลุมด้วยหิมะตลอดปีกำลังกระทบกับแดดอ่อนๆยามเช้า เกิดเป็นประกายวาววับอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล เป็นภาพที่งามจับใจสมกับที่เป็นยอดเขา "คันเชงจุงกา"(Khangchendzonga) ที่สูงอันดับสามของโลกจริงๆ

หลังจากเก็บภาพเบื้องหน้าจนเต็มอิ่มแล้ว คุณพี่คนขับพาอายูมิไปจิบชาและลิ้มรสอาหารยามเช้าที่ร้านอาหารใกล้ๆ เป็นอาหารเช้าเคล้าเครื่องเทศและโรตีแบบอินเดี้ยอินเดีย รสชาติจัดจ้านของแกงกะหรี่เข้ากันได้ดีกับชานมอุ่นๆเป็นอย่างดี ท้องอิ่มแล้วก็ได้เวลาออกเดินทางกันต่อ

ล้อหมุนผ่านจุดที่ดินถล่มเมื่อวาน ทางเปิดแล้ว รถสามารถสัญจรได้ตามปกติอีกครั้ง ทุกคนโล่งใจไปตามๆกัน อายูมิหันไปมองทางที่เพิ่งผ่านมา พร้อมกับยิ้มเล็กๆให้กับอุปสรรคระหว่างทางที่เจอะเจอ

รถแล่นเลยจุดเกิดเหตุมาไกลพอสมควร ดูเหมือนทุกอย่างจะราบรื่นดี ถ้ารถขบวนข้างหน้าไม่จอดกันยาวเหยียดขนาดนี้….. รถจี๊ปคันที่อายูมินั่งก็ต้องจอดลงเพราะไปต่อไม่ได้ หลังจากสอบถามคนแถวนั้นจึงทราบว่า ข้างหน้ามีหินถล่มกีดขวางทางอยู่ ตอนนี้ยังผ่านไปไม่ได้ แต่เขากำลังจะระเบิดหิน และหลังจากนั้นก็ต้องรอเขาย่อยหินเป็นก้อนเล็กก่อน น่าจะเวลาราวสองชั่วโมง อายูมิอึ้งเล็กน้อยกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันลำดับที่สองในครั้งนี้ แต่ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากรอ

ระหว่างรอ อายูมิเดินออกไปชมวิวข้างทางที่รายล้อมด้วยภูเขาและหน้าผา พลางทักทายผู้คนที่ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกัน หนังม้วนเดียวกัน แม้หนังเรื่องนี้ตัวละครจะพูดคนละภาษา และไม่ต้องการคำบรรยาย

เจ้าหน้าที่กันคนที่ไม่เกี่ยวข้องให้ถอยห่างให้มากที่สุดเพื่อความปลอดภัย โดยเฉพาะอินเดียมุงที่คล้ายๆกับพี่ไทยมุงมีมากเหลือเกิน ซึ่งแม้จะถูกกันออกมาแล้ว อินเดียมุงก็ยังกระจายตัวไปอยู่ตามที่สูงเพื่อชมภารกิจระเบิดหินนี้ ….. ไม่นาน เสียงระเบิดก็ดังขึ้น สนั่นหวั่นไหวและก้องกังวานไปทั้งหุบเขา อายูมิขนลุกพรึบให้กับความน่าเกรงขามของเสียงสะท้อนที่ตามมาอีกไม่กี่วินาทีต่อมา

หลังจากระเบิดภูเขา ทุกอย่างก็เป็นไปตามคำบอก คือต้องรอกระบวนการย่อยหิน และกำจัดให้พ้นทาง ช่วงเวลานี้จะมีอะไรดีไปเสียกว่าการอ และ รอ

2 ชั่วโมงเศษผ่านไป อายูมิผลาญเสบียงที่เตรียมมาหมดไปพอสมควร และแล้วคุณพี่คนขับก็หันมายิ้มหน้าระรื่น เป็นสัญญาณบ่งบอกว่า ได้เวลาออกเดินทางกันต่อแล้ว

ฟ้าใสๆด้านบนเริ่มเห็นความพยายามของพวกเราแล้วสินะ อายูมิคิดในขณะที่เหม่อมองฟ้าไกล รถค่อยๆแล่นไปตามจังหวะของมัน ภูเขายังคงปกคลุม แต่สิ่งที่เพิ่มมาคือ บ้านเรือนระหว่างทาง มีความเป็นหมู่บ้านมากขึ้น จุดหมายเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆแล้ว

ก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้า อายูมิก็มาถึงที่พักในเมืองลาชุง อากาศเย็นยะเยือกเริ่มส่งสัญญาณทักทาย อายูมิเก็บมือทั้งสองไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ช แหงนมองท้องฟ้าด้านหน้าที่พักพลางเอ่ยคำขอบคุณอยู่ในใจ

หลังจากนั้น อายูมิก็เดินเข้าไปสำรวจที่พัก นำสัมภาระวางลงที่ห้องพัก และเดินออกไปที่ระเบียง แสงสุดท้ายของวันมองภูเขาเพื่อนยากอย่างตาละห้อย หิมะบนภูเขาลิบๆได้แต่กระซิบบอกคุณภูเขาและคุณแสงสุดท้ายว่า ไม่เป็นไรน่า พรุ่งนี้เช้าเราก็พบกันใหม่ แล้วความทรมานกับความเหงาก็จะสิ้นสุดลงในเวลานั้น

การจากลาย่อมเป็นภาพที่ไม่สวยงามของทุกคน แต่ใยมนุษย์จึงชื่นชมความงามงามพระอาทิตย์ตกดิน ถ้าแท้จริงแล้วมันคือความเศร้ายามที่ต้องร้างลา

อายูมิเดินออกจากระเบียงด้วยท่าทีสุขุม แล้วก็พบคุณพี่คนขับเดินเข้ามาพอดี เขานัดแนะกับอายูมิ พรุ่งนี้ 6 โมงเช้า รถจะมารับที่นี่

เวลาอาหารเย็นมาถึงแล้ว แต่อาหารยังมาไม่ถึง อายูมิเดินลงบันไดนอกตึกเพื่อไปยังห้องครัวของที่นี่ เห็นพ่อครัวหนุ่ม 2 คน กำลังง่วนกับการทำอาหาร อายูมิได้แต่ยืนดูให้กำลังใจอยู่ห่างๆ

ไม่นาน สตู แกงกะหรี่ ซุปใส และสลัดก็มาเสิร์ฟที่โต๊ะ ตามมาด้วยข้าวสวยร้อนๆหอมฉุย อายูมิลงมือรับประทานอย่างไม่รีรอ อาหารรสชาติดีบ้าง แปลกบ้าง เป็นธรรมดาของการมาต่างบ้านต่างเมือง

หลังจากมื้ออาหาร อายูมิเดินจากห้องอาหารขึ้นบันไดไปโผล่นอกตึก อากาศหนาวด้านนอกใกล้จะถึงจุดเยือกแข็งแล้ว อายูมิกอดตัวเองให้อบอุ่นทั้งร่างกายและหัวใจ

คืนที่มืดมิดปราศจากแสงไฟ ความหนาวเย็นเข้าปกคลุมถ้วนทั่ว แต่ยังมีดาวเต็มฟ้าระยิบระยับคอยส่งให้อายูมินอนหลับฝันดีในคืนนี้

6 โมงเช้าตามเวลา คุณพี่คนขับมารออายูมิอยู่หน้าที่พัก นมัสเต อายูมิเอ่ยทักทายด้วย