นวนิยายการเดินทางอิงเรื่องจริงขนาดสั้นของเบบี้แชมพู

Sanva Hotel เป็นโรงแรมเล็กๆ ตั้งอยู่ในอาคารเก่าๆหลังหนึ่งมีอายุกว่าร้อยปี ตระหง่านอยู่บนถนนแห่งความสุข ใกล้กับจัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ด้วยความขลังและคลาสสิคของโรงแรมแห่งนี้ ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวจีนชื่อดังนามว่า หว่องกาไว จึงมักจะเลือกที่นี่เป็นสถานที่ถ่ายทำภาพยนตร์ของเขา

 

               

องก์หนึ่ง

                ฟ้าและแคตตี้ สองสาวเพื่อนซี้ที่ต่างก็เกิดวันอังคารของเดือนกุมภาพันธ์  มีอะไรหลายอย่างคล้ายๆกัน ชอบอะไรคล้ายๆกัน ยกเว้นผู้ชายที่ชอบไม่เหมือนกัน  

 

                หกเดือนที่แล้ว ในวันอาทิตย์ยามบ่ายปลายฤดูหนาว

 

                ฟ้านั่งจมเก้าอี้อยู่ที่ระเบียงชั้นสองของบ้าน สายตามองต่ำอย่างไร้จุดหมาย ไม่มีน้ำตาซักหยดรินไหลออกจากดวงตาน้อยๆของเธอ สมองอันว่างเปล่าแต่สับสนของเธอบอกเธอว่า อยากจะหนีไปให้ไกลจากอะไรบางอย่างที่นี่ ...อะไรบางอย่างที่ทำให้ฟ้าอยู่ในวังวนเดิมๆครั้งแล้วครั้งเล่า ฟ้าจึงตัดสินใจกดโทรศัพท์ไปหาแคตตี้ทันที

                แคตตี้กำลังหาข้อมูลทางอินเตอร์เนต และอ่านพบชีวประวัติอันน่าสนใจของหว่องกาไว บวกกับความที่แคตตี้มีความสนใจด้านการสร้างภาพยนตร์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว หว่องกาไวจึงเปรียบเสมือนผู้จุดประกายให้กับแคตตี้อย่างไม่ต้องสงสัย แคตตี้มีความคิดว่าอยากจะไปตามหาอะไรบางอย่าง ....อะไรบางอย่างที่ขาดหายไปในชีวิตเธอ อะไรกันที่เธอเองตามหามานานแสนนาน

                ปล่อยให้เสียงปลายสายสนทนากัน

 

 

องก์สอง

                แอรีน บล็อกเกอร์สาวช่างฝัน เธอคลั่งไคล้การเดินทางไปยังที่ต่างๆ เพื่อเปิดหน้าต่างความคิดให้ตัวเอง และนำมาตีพิมพ์ลงบนพื้นที่ส่วนตัวของเธอ มีแฟนบล็อกมากมายที่เฝ้ารอและติดตามอ่านผลงานของแอรีน

                เมื่อหกเดือนที่แล้ว ขณะแอรีนกำลังจัดเรียงแรงบันดาลใจ เธอได้รับอีเมลล์ฉบับหนึ่งจากฟ้าและแคตตี้ชวนให้ไปออกตามหาและวิ่งหนีอะไรบางอย่างด้วยกัน

                ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร แอรีนน่าจะได้อะไรจากการเดินทางนี้ เพื่อมาสร้างสรรค์แรงบันดาลใจของเธอบ้างไม่มากก็น้อย

 

            แอรีนตอบตกลงจะร่วมเดินทางไปพร้อมกัน

 

องก์สาม

            บ่ายสามโมงครึ่ง

                กระเป๋าสัมภาระของผู้โดยสารถูกทยอยขนถ่ายเข้าใต้ท้องเครื่องทีละใบๆ ไม่ต่างกับผู้โดยสารที่ทยอยเดินขึ้นเครื่องทีละคนๆ หลังจากได้ยินเสียงตามสายประกาศ ฟ้า แคตตี้ ไอรีน และกระเป๋า พร้อมแล้วที่จะข้ามฟ้าไปยังดินแดนที่อ้าแขนรับการตามหาและวิ่งหนี

                แคตตี้นั่งมองปีกเครื่องบินอยู่ริมหน้าต่างฝั่งซ้าย ฟ้านั่งติดกับแคตตี้ ถัดไปคือแอรีน หูฟังสีขาวทั้งหกข้าง เสียบอยู่ที่สองรูหูของคนทั้งสาม

 

                เวลาสองชั่วโมงครึ่งบนเครื่องบินโลว์คอสไหลไปตามเสียงเพลง

 

องก์สี่

            ทุ่มตรง ตามเวลาท้องถิ่น

                มาเก๊าทำเวลาของผู้โดยสารบนเครื่องหล่นหายไปในหมู่เมฆหนึ่งชั่วโมง

 

                ฟ้า แคตตี้ และแอรีนเดินออกจากสนามบินตรงปรี่ไปที่ป้ายรถเมล์ คนต่อคิวรอขึ้นรถยาวเหยียด ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าใครจะขึ้นรถเมล์สายอะไรบ้าง

                แคตตี้เปิดดูข้อมูลที่ปริ้นมาจากอินเตอร์เนต แล้วทั้งสามสาวจึงขึ้นรถสาย AP1 โดยที่ไม่ทราบเลยว่าจะต้องลงรถเมื่อใด จนกระทั่งรถไปสุดสายที่อู่จอดรถแห่งหนึ่ง ความเคว้งคว้างกำลังแวะเวียนมา

                ทั้งสามจึงจัดสินใจถามทาง

 

                รถเมล์สาย 3 พาทั้งสามมาส่งที่ Sun Ma Lo และเดินดุ่มๆไปตามสัญชาติญาณ ทว่า...สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด

                ความจริงแล้วแค่ข้ามฝั่งถนนไปก็จะพบถนนแห่งความสุขแล้ว และ Sanva Hotel ก็อยู่แค่เอื้อม แต่ทั้งสามเดินย้อนไปทางจัตุรัสเซนาโด เลยไปจนถึง Lisboa Casino จึงรู้ว่าผิดทาง และต้องเดินย้อนกลับมา ณ จุดที่ลงรถอีกครั้ง

               

                ค่ำคืนที่แสนจะอบอ้าวและเหน็ดเหนื่อยจากการที่สัญชาติญาณทำงานผิดพลาด ฟ้า แคตตี้ และไอริน นั่งกินข้าวกล่องที่ซื้อมาจากร้านสะดวกซื้อ อยู่ตรงลานหน้าจัตุรัสเซนาโด อย่างไม่แคร์สายตาผู้คน ก่อนที่จะกลับไปพักที่ Sanva Hotel ในเวลาต่อมา

 

องก์ห้า

                สายฝนพรำนอกหน้าต่างสาดกระเซ็นมากระทบแขนขวาของแอรีน ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นในยามเช้าวันนี้ ฝนที่ตกลงมาตั้งแต่เมื่อคืนชะล้างความอบอ้าวเสียหมดสิ้น ฝนโปรยกำลังจะหยุดลงในไม่ช้า  

 

                ใต้ร่มลายการ์ตูนสีชมพูสดใสของฟ้า และร่มมีสไตล์ลายจุดของแคตตี้ พาทั้งสามคนฝ่าฝนปรอยๆไปยังสภาโจ๊กและหยำฉา (เหมือนกับสภากาแฟของเหล่าอาแป๊ะไม่มีผิด)

                สายตาอาแป๊ะอาอึ้มทุกคู่ในร้านจับจ้องมาที่สามสาว ภาษาจีนกวางตุ้งดังช้งเช้งทั่วร้าน เมนูที่มีแต่ตัวอักษรจีนกับตัวเลขอารบิก โชคดีที่ฟ้าพอเข้าใจตัวอักษรภาษาจีนบ้าง โจ๊กปลาทั้งสามชามจึงมาวางอยู่บนโต๊ะได้ไม่ยากเย็น และพลังภาษามือของแคตตี้ก็ช่วยให้ฮะเก๋ากับขนมจีบมาวางบนโต๊ะได้เช่นกัน

                หยำฉารสเลิศประหนึ่งภัตตาคาร เข้ากันดีกับโจ๊กปลาหอมกรุ่นเสียจริง

 

องก์หก

            ลานกว้างหน้าซากประตูโบสถ์เซนต์พอลคราคร่ำไปด้วยนักท่องเที่ยวเอเชียหลายสัญชาติ ฟ้า แคตตี้ และแอรีนก็กลมกลืนไปกับนักท่องเที่ยวเหล่านั้น

            หลังซากประตูโบสถ์คือพิพิธภัณฑ์ทางคริสตศาสนาแอร์เย็นฉ่ำ มีรูปปั้น รูปวาด โครงกระดูกของบุคคลสำคัญ ผลงานศิลปะส่วนใหญ่ในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ล้วนแต่เกี่ยวข้องกับนักบุญฟรานซิส ทั้งๆที่โบสถ์ด้านหน้าคือโบสถ์นักบุญพอล

 

                ท้องฟ้าหลังฝนค่อยๆแจ่มใสขึ้น ทั้งสามสาวแวะซื้อทาร์ตไข่คนละชิ้น เดินไปลิ้มรสไปอย่างสบายอารมณ์ ก่อนจะเดินกลับไปยัง Sanva Hotel เพื่อเก็บสัมภาระและออกเดินทางต่อ

 

องก์เจ็ด

                น่าจะเป็นเวลาประมาณเที่ยงกว่าๆ เรือเฟอร์รี่ของ Turbo Jet หอบร่างอันใหญ่โตของลำเรือที่บรรจุผู้โดยสารไว้เต็มลำข้ามทะเลสีเขียวคราม ทุกคนมีจุดหมายเดียวกันคือ ฮ่องกง

                เบาะที่นั่งของเรือเฟอร์รี่โอ่อ่านั่งสบายเสียยิ่งกว่าเครื่องบินโลว์คอสขามา

                ฟ้าเขียนบันทึกการเดินทาง

                แคตตี้หลับตาพริ้มพักสายตา

                แอรีนสเก็ตภาพ               

 

องก์แปด

                ถัดมาหนึ่งชั่วโมง

            เรือเฟอร์รี่จอดเทียบท่า ณ เกาะฮ่องกง ซึ่งเชื่อมต่อกับห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง และสามารถเดินต่อไปยังรถไฟใต้ดินสถานี Shueng Wan ได้

                ตั๋วรถไฟ MTR สำหรับนักท่องเที่ยว ซึ่งไม่จำกัดจำนวนเที่ยว และสามารถใช้ได้ 24 ชั่วโมงนับจากการใช้งานครั้งแรกเริ่มใช้งานที่สถานีนี้

 

                ห้องพักที่จองไว้, MeiMeiMotel, ตั้งอยู่ฝั่งเกาลูน ใกล้กับสถานี Mong Kok ที่ตึก Sincere Building ชั้น 3

            ซึ่งก็เป็นธรรมดาที่สามสาวจะต้องเดินหลงทาง เสียเวลาเดินหาตึกที่ว่านี้อยู่นานสองนาน เนื่องจากทางเข้าตึกที่เล็กมากเพียงช่องประตูเดียว อีกทั้งป้ายตึกยังเป็นแค่กระดาษ A4 แผ่นเดียว และสัญชาติญาณก็มักไม่ทำงานในเวลาที่ต้องการความช่วยเหลือ

 

                เจ้าของโรงแรมแห่งนี้เรียกตัวเองว่า หม่าม้า ซัดภาษากวางตุ้งใส่ท่าเดียวจนสามสาวแทบล้มทั้งยืน แต่ก็มีเสียงหัวเราะให้ได้ยินประปราย ฟ้า แคตตี้ และแอรีนต่างก็สนุกกับการใช้ภาษาจีนที่มีเพียงหางอึ่งบวกกับอวจนภาษา โบกไม้โบกมือไปตามประสา

                ผ่านพ้นไปได้ด้วยดี ทั้งสามได้ห้องที่ต้องการ และนั่งพักเอนกายในห้องครู่ใหญ่

 

องก์เก้า

                หลังจากที่พักจนหายเหนื่อยแล้ว การออกตระเวนฮ่องกงก็เริ่มขึ้น

 

            Next Station -Wong Tai Sin- Please mind the gap!

 

            วัดหวังต้าเซียน ความศรัทธาในพุทธศาสนานิกายมหายานยังดำรงอยู่ ท่ามกลางตึกสูงระฟ้ารายล้อม มีความสงบซ่อนอยู่ที่นี่

            ฟ้าและแคตตี้นั่งคุกเข่าบนเบาะหนาสีแดง ทั้งสองเขย่ากระบอกไม้ที่ภายในบรรจุซี่ไม้ไว้จำนวนหนึ่ง จนกระทั่งซี่ไม้หลุดจากวงโคจรออกมาคนละหนึ่งซี่ แล้วจึงพากันเดินไปหยิบคำทำนายหน้าวัด ฟ้าและแคตตี้อมยิ้มให้กับคำทำนายนั้น คำทำนายที่เธอทั้งสองอ่านไม่ออก

 

                แอรีนง่วนอยู่กับการถ่ายภาพในวัดและตึกรอบด้าน ดูขัดกันแต่ลงตัวอย่างบอกไม่ถูก

 

                ถัดไปหนึ่งสถานี -Diamond Hill- เดินข้ามฝั่งถนนไปไม่ไกลก็จะพบกับวัดนางชี แต่น่าเสียที่ภายในตัวโบสถ์ปิดเสียแล้ว จึงได้แต่เดินอยู่บริเวณรอบตัวโบสถ์และวัด

                สถาปัตยกรรมของวัดนี้ไม่จีนจ๋าเช่นวัดอื่น ออกจะเป็นญี่ปุ่นเสียด้วยซ้ำ อาคารไม้ขัดเงาสีน้ำตาลเข้ม มีสวนสวยและสระบัว มีเก๋งจีนขนาดย่อมสีทองอร่าม ที่ดูๆไปก็คล้ายปราสาทที่ทำด้วยทองแห่งหนึ่งในญี่ปุ่น

                แดดยามเย็นกำลังส่องประกายสีทองเช่นกัน

 

องก์สิบ

                ฟ้า แคตตี้ และแอรีน โผล่พ้นดินอีกทีที่สถานี Jordan ถนนนาธาน สวรรค์ของการช้อปปิ้งสินค้าแบรนด์เนม แต่คงไม่ใช่สำหรับสามสาว

                ทั้งสามเดินเลียบถนนนาธานไปเรื่อยๆ จนถึงสถานี Tsim Sha Tsui ด้วยความเมื่อยล้า และรอบด้านที่แออัดเต็มไปด้วยฝูงชน ความหิวโหยและเมื่อยล้าครอบงำให้เดินเข้าไปในร้านอาหารแห่งหนึ่ง.... ข้าวหน้าห่านย่างสำหรับฟ้า ข้าวหน้าห่านย่างหมูกรอบสำหรับแคตตี้ และบะหมี่เกี๊ยวกุ้งตัวโตสำหรับแอรีน

 

                หลังมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้น ภารกิจการเดินก็เริ่มขึ้นอีกครั้ง เข้าตรงนั้นทะลุตรงนี้ไปโผล่ตรงโน้น วกไปวนมาลากสังขารมายัง Avenue of Stars จนได้ ตอนประมาณสามทุ่มกว่า

                อากาศร้อนอบอ้าวปราศจากลมพัด เส้นผมทุกเส้นหยุดนิ่งไม่ปลิวไสว รูปปั้นบรู๊ซลียืนจังก้าเป็น Foreground ให้เวิ้งอ่าวและทะเลป้ายไฟโฆษณาด้านหลัง มีคู่รักมาพลอดรักกันประปราย

 

องก์สิบเอ็ด

                ทั้งสามหย่อนกายลงบนเตียงที่ MeiMei ด้วยความอ่อนล้าสุดกำลัง

               

                ฟ้ากำลังสับสน สิ่งที่เธอดั้นด้นหนีมาแท้จริงแล้วยังคงวนเวียนอยู่ข้างเธอไม่ไปไหน ฟ้าได้แต่ปิดปากเงียบและขอบคุณระยะทางอยู่ในใจ ที่ทำให้เธอเข้าใจอะไรบางอย่างดีขึ้น.... อย่างน้อยก็ใจตัวเอง

               

                แคตตี้เปิดประตูห้องและก้าวออกจากห้อง เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศยามค่ำคืนของฮ่องกงอีกซักครั้ง ฟ้าขอตามไปด้วย

                ส่วนแอรีนนั่งคุยกับโน๊ตบุ๊คคู่ใจสองต่อสองในห้อง

 

                สี่ทุ่มกว่าแล้ว ร้านรวงก็ทยอยปิดกัน เว้นเสียแต่บรรดาร้านอาหารที่คนยังแน่นร้าน ซึ่งมีจำนวนไม่น้อยที่จะปิดบริการกันราวตีสาม เมืองใกล้หลับแล้วแต่กองทัพยังคงเดินด้วยท้อง

                ฟ้าและแคตตี้ย่ำราตรีจนประตูม้วนแต่ละร้านปิดไล่หลังเมื่อพวกเธอหันหลังก้าวออกจากร้าน พวกเธอหัวเราะคิกคักกันอย่างสนุกสนาน ก่อนจะชวนกันเลิกราและกลับห้องเพื่อพักผ่อนในคืนนี้

                                             &