past <-> present

posted on 31 Aug 2012 11:19 by shampoo-h
 
วันเก่าเก่า และความทรงจำดีดี
 
บางทีมันก็แอบทำร้ายเราเล็กเล็ก
 
มันทำให้รู้สึกอยู่ตลอดมาว่า
 
เราไม่แข็งแรงพอที่จะเดินต่อไป
 
และอยากจะหยุดไว้แค่ตรงนี้.....
 

หลายครั้งที่มนุษย์แหงนหน้ามองขึ้นบนฟ้า และน้ำตาหยดเล็กๆก็เริ่มไหลริน

มนุษย์เหล่านั้นก็คงไม่ต่างจากฉัน.....

 

แม้จะเห็นว่าดวงดาวบนฟ้ามีเพื่อนรายล้อมอยู่มากมาย

แต่สิ่งที่มนุษย์เห็นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น

แท้จริงแล้วเราแต่ละดวงช่างห่างไกลกันเหลือเกิน

เราอาจจะมองเห็นเพื่อน แต่ก็มิอาจเอื้อนเอ่ยแม้เพียงคำทักทาย

..........................................................................................................................................

 

ฉันคือดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดสิบแปดแห่งกาแล็กซี่สีขาว

ฉันตัดสินใจละทิ้งอดีต ณ ดาวเคราะห์สีฟ้า เพื่อเดินทางมาเป็นเจ้าของดาวเคราะห์ของตัวเอง

 

ฉันเลิกจดบันทึกไดอารี่มาพักหนึ่งแล้ว....

ขณะที่ฉันมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์สีฟ้า ฉันจดบันทึกเป็นประจำทุกวัน เมื่อใดก็ตามที่ฉันอยากรื้อฟื้นวันเวลาที่ดีเก่าๆ ฉันก็จะหยิบบันทึกขึ้นมาอ่าน มองหารอยยิ้มและความสุขที่ซ่อนอยู่ในข้อความ และมันก็ทำให้ฉันยิ้มได้เสมอ

ทว่า บ่อยครั้งทีเดียวที่ฉันต้องเสียน้ำตา เมื่อต้องมารู้ว่าสิ่งที่ฉันบันทึกกับความจริงที่มารู้ภายหลังนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

เมื่อลองชั่งน้ำหนักระหว่างรอยยิ้มและหยดน้ำตา ฉันว่าสิ่งที่บั่นทอนจิตใจกลับมีอิทธิพลมากกว่าความสุข ด้วยเหตุนี้ฉันจึงตัดสินใจเลิกเขียนไดอารี่ และออกตามหาดาวเคราะห์ของตัวเอง

 

อย่างไรก็ดี แม้จะหยุดบันทึกก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าบันทึกเก่าถูกทำลายไปด้วย

ฉันยังสามารถหัวเราะและร้องไห้ให้กับวันเก่าๆได้อยู่

เพียงแต่เรื่องราวจะหยุดอยู่แค่ตรงนั้น

อดีตที่ใหม่กว่าจุดจุดนั้นจะไม่มารบกวนจิตใจอีก

 

มาถึงตอนนี้...ฉันพบดาวเคราะห์แห่งปัจจุบันบนกาแล็กซี่สีขาว ที่ที่มีความเหงาปะปนอยู่กับปัจจุบัน มิใช่อดีต มีความสุขลอยคลุ้งอยู่บนชั้นบรรยากาศ และมีความรักเป็นส่วนหนึ่งของแรงดึงดูด

ณ ดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดสิบแปดนี้ จะไม่มีใครโหยหาอดีต ทุกคนจะอยู่กับปัจจุบัน และทำทุกวันต่อจากนี้ไปให้ดีที่สุด อาจจะทุกข์บ้างสุขบ้าง แต่ก็จะหยุดอยู่แค่ปัจจุบันเท่านั้น

.......................................................................................................................................

 

หมายเหตุ : ถ่ายทอดเรื่องราวของดาวเคราะห์ดวงที่เจ็ดสิบแปดโดย ดาวเคราะห์ดวงที่สี่สิบห้าแห่งกาแล็กซี่สีขาว

* ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อนานมาแล้ว .....

 

เพราะอะไร มนุษย์เมืองโดยกำเนิดอย่างฉัน จึงเดินอย่างเชื่องช้า….

โลกของฉันหมุนมายี่สิบกว่าปีแล้ว ตั้งแต่ลืมตาดูโลก เริ่มเรียนรู้โลก และกำลังค่อยๆทำความเข้าใจโลก

เรื่องราวส่วนใหญ่อยู่ในเมืองหลวง (ถ้าไม่นับออกเดินทางไปซุกซนที่อื่น ซึ่งก็บ่อยโขอยู่)

 

ฉันเติบโตมากับบะย้ง (หมูหยอง) เกี๋ยมฉ่าย ที่อาม่าป้อนทุกเช้าก่อนไปโรงเรียนจนถึงชั้นป.4

ฉันไม่รู้จักหรอก ผักพื้นบ้านทั้งหลาย ใบชะพลู ผักชีฝรั่ง ดอกโสน ดอกแค ทุกวันนี้เวลาเห็นผักกะหล่ำ กับผักกาด ยังต้องคิดตรึกตรองอยู่เลย ว่าอันไหนเรียกกะหล่ำ อันไหนเรียกผักกาด (แต่ว่าชอบฟังเพลง กะหล่ำปลี ของคุณโจอี้บอย)

บอกตรงๆว่า ทับทิบกรอบ ฉันก็เพิ่งรู้ไม่นานว่ามันทำมาจากอะไร

ฉันไม่เคยเดินจ่ายตลาด (สด) ในชีวิตประจำวัน มีก็แต่พึ่งพาตลาดติดแอร์ในห้างสรรพสินค้า แต่น่าแปลกที่เวลาออกเดินทางไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ ฉันชอบไปเดินตลาดเช้าของแต่ละที่ เพื่อสังเกตวิถีความเป็นอยู่ต่างบ้านต่างเมือง

วันหยุดสุดสัปดาห์ หลายคนอาจจะกระโดดลงเล่นน้ำที่คลองหลังบ้าน ปีนต้นมะม่วงของพี่ข้างบ้าน ขี่หลังควายช่วยพ่อทำนา หรือช่วยคุณลุงเก็บผลไม้ในสวน แต่ฉันเดินห้างสรรพสินค้า เดินดูบ้านตุ๊กตาหมี ซื้อตัวต่อเลโก้

 

แต่สิ่งที่หล่อหลอมให้เป็นวันนี้ กลับไม่ใช่ภาพนั้นเลย

ฉันกำลังเดินกลับไปสำรวจสิ่งที่พลาดไป เหมือนกับกำลังเดินถอยหลัง

 

ฉันมองสิ่งรอบกายที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว แต่ร่างกายฉันกลับขยับได้ช้าเหลือเกิน การเปลี่ยนแปลงไม่ค่อยถูกโฉลกกับฉันซักเท่าไหร่ ฉันซึมซับเทคโนโลยีได้เพียงบางเบา รับรู้แต่ไม่ได้ไหลตาม และไม่ได้ขวางโลก

 

ฉันชื่นชอบการขีดๆเขียนๆด้วยลายมือของตัวเอง มันอิสระกว่าการพิมพ์ด้วยคอมพิวเตอร์เป็นไหนๆ อยากจะเปลี่ยนภาษาก็ไม่ต้องกดปุ่มให้เสียเวลา แค่สมองสั่งการก็เปลี่ยนภาษาได้ฉับไว ไม่เคยมีซักครั้งที่มือฉันเขียนภาษาผิด (แต่บ่อยครั้งที่หลายคนพิมพ์โดยทั้งๆที่ลืมเปลี่ยนภาษา) ฉันทึกทักเอาเองว่า การขีดเขียนด้วยลายมือ น่าจะช่วยให้จำได้ดีกว่าการพิมพ์  

อย่างโปรแกรมจำพวก Reminder หรือ To do list ในโทรศัพท์มือถือ ไม่เคยได้แอ้มฉันหรอก อยากจะลบออกจากเครื่องเสียด้วยซ้ำ พิมพ์ไปแต่ถ้าไม่เปิดดูก็จำไม่ได้อยู่ดี ฉันจึงมักจะพึ่งพากระดาษจดเล็กๆอย่าง Post it แปะไว้เตือนใจเสียมากกว่า

เดี๋ยวนี้สังเกตว่าหลายคนเวลาเข้าห้องประชุม จะเลิกจดบันทึก เลิกพกสมุดโน้ตแล้ว แต่กลับพกพาคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊คบ้าง แท็บเล็ตบ้าง การจดบันทึก จึงเปลี่ยนไปเป็นพิมพ์บันทึก

 

ทั้งหลายทั้งมวลนี้ คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ฉันออกเดินทาง เพื่อเรียนรู้ความเป็นไปของโลกและมนุษย์ในหลายๆแบบ ฉันเชื่อว่าพื้นฐานจิตใจของคนที่ต่างกัน จำต้องมีที่มาที่ไป คงไม่มีใครเลวมาแต่กำเนิด (ไม่ว่าบิน ลาเดน, ฮิตเลอร์ หรือใครๆก็ตาม) และไม่มีใครจะดีได้ครบถ้วนกระบวนความ เพราะมนุษย์เป็นสิ่งทีชีวิตที่มีจิตใจ และพร้อมจะโอนอ่อนไปตามสภาวะแวดล้อม

ถ้าไม่แข็งแรงพอก็จะถูกพัดไปผิดลู่ผิดทาง บางคนไม่ยอมเดินตามไปไหนเลย เขาเหล่านั้นก็อาจจะถูกทิ้งลืมในที่สุด

 

มาถึงตรงนี้ คุณพร้อมจะออกเดินทางอย่างเชื่องช้าไปกับฉันไหม ออกไปสำรวจสิ่งรอบตัว เพื่อนรอบกาย บางอย่างในชีวิตอาจจะชัดเจนขึ้นก็ได้